FWM


FWM

หนังสือของ วาริส

MMM


MMM

กระทู้ฟอรั่ม

IT Weekly

TOP 10 Post Forum

หนังสือของ ฟีลิปดา

ImagesShack

ฝากรูปไว้กับเว็บ
ImageShack®



(ขณะอัพโหลด กรุณารอสักครู่)

หนังสือแนะนำ


อ้อมกอดซาตาน
baiboau

เข้าสู่ระบบ

ชื่อ

รหัสผ่าน



ไม่ได้เป็นสมาชิก?
คลิกที่นี่ เพื่อลงทะเบียน.

ลืมรหัสผ่าน?
ขอรหัสผ่าน ที่นี่.

ผู้กำลังออนไลน์

· บุคคลทั่วไปออนไลน์: 1

· สมาชิกออนไลน์: 0

· สมาชิกทั้งหมด: 1,122
· สมาชิกใหม่: som

ฉบับพิเศษ

สมาชิกออนไลน์ล่าสุด

admin15:01:06
som 1 week
dongsug 2 weeks
bhpong 3 weeks
pong650 4 weeks
lertritt 4 weeks
iamiris 5 weeks
num dorsakun 8 weeks
tontake 8 weeks
jaap007 9 weeks
chakansi 9 weeks
weraya10 weeks
BigBear12 weeks
aerian12 weeks
kittigon12 weeks

เว็บไซต์พันธมิตร 120x60


แลกลิงค์แบนเนอร์ ติดต่อได้ที่
editor_FWM@hotmail.com


ร้านด้ายทอง การ์ด&ของชำร่วย
081-687-3591


writer-club.net
เว็บไซต์สำหรับนักเขียน


www.dr-pop.com
เว็บไซต์ Dr. POP


hookratai.in.th
สำนักพิมพ์หูกระต่าย

บทความล่าสุด

หนังสือของ อาริตา

ฝากข้อความ

คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อฝากข้อความ.

28/01/2010 17:04
หวัดมรณะ ตอนที่ 26 สถานการณ์สับสน โพสแล้วจ้า Wink

18/01/2010 21:04
หวัดมรณะตอนที่ 25 ความว่างเปล่าทั้งต
ัวและหัวใจ โพสแล้วจ้า Wink

03/01/2010 19:48
หวัดมรณะ ตอน 24 ใครเจ็บปวดใจ ใครได้ ใครเสีย โพสแล้วจ้า Wink

27/12/2009 21:39
หวัดมรณะ ตอนที่ 23 เกมผลประโยชน์ โพสแล้วจ้า Grin

20/12/2009 18:05
หวัดมรณะ ตอนที่ 22 ผลสรุป ที่ไม่คาดคิด กับความเจ็บปวด ที่ถูกทรยศ โพสแล้วจ้า Wink

13/12/2009 21:06
หวัดมรณะตอนที่ 21 กุญแจไขปริศนา ที่แสนเย้ายวน โพสแล้วจ้า Grin

07/12/2009 18:16
หวัดมรณะ ตอน 20 สมมติฐานโหด กลางสังคมละโมภ โพสแล้วจ้า Wink

29/11/2009 13:15
หวัดมรณะ ตอนที่ 19 ปริศนา เริ่มคลี่คลาย แต่หัวใจยิ่งเจ็บปว
ด โพสแล้วจ้า Shock

22/11/2009 22:46
หวัดมรณะ ตอนที่ 18 ความระทึกใจ ในโรงแรมม่านรูด โพสแล้วจ้า ขอโทษที หายไปสองสัปดาห์ Wink

17/11/2009 20:35
คุณเจหายไปนานแล้วค
่ะ ฉะฯจำได้นะคะว่าหาย
ไปตั้งแต่วันไหน อิอิ รออ่านอยู่ค่ะ ^^

Popular Downloads

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์

สำหรับ สนพ. หรือนักเขียนที่ต้องการประชาสัมพันธ์ผลงานหนังสือ
สามารถส่งหนังสือ ประวัติย่อ ข้อมูลต่างๆ ...มาได้ที่

FreeMag 20/408 ม.11 หมู่บ้านอิ่มอัมพร2
ซ.วัดกำแพง บางเชือกหนัง ตลิ่งชัน กทม 10170


หรือที่ Editor_freemag@yahoo.com
คุณหนึ่ง 084-4214-009 , 081-400-7146

ดูกระทู้

 พิมพ์กระทู้
หวัดมรณะ 22
khun_j
#1 พิมพ์ข้อความ
โพสเมื่อ 20-12-2009 18:04
Moderator


ข้อความ: 135
เข้าร่วม: 10.11.08

คำนำ
ขอบคุณ คุณ chakansi มากที่โพสตอบ ขอบคุณคนอ่านทุกท่านจ้า รักษาสุขภาพด้วยนะครับ

---------------------------
ตอนที่ 22 ผลสรุปที่ไม่คาดคิดกับความเจ็บปวดที่ถูกทรยศ


อารยะนึกถึงรถของเขาถูกติดตามด้วยรถปิคอัพและรถจักรยานยนต์ในคืนก่อน จนท้ายที่สุด เขาและพราวขวัญต้องหาทางหลบเลี่ยงโดยการหลบเข้าไปในโรงแรมม่านรูด และรถถูกระเบิดจนมีผู้เสียชีวิตแทนไปสองคนในที่สุด

วันนี้กุลสตรีก็รับรู้ความเคลื่อนไหวของเขาโดยตลอดเช่นกัน หรือมีใครบางคนหรือขบวนการอะไรบางอย่างกำลังติดตามเขาอยู่ อารยะใจเต้นแรง เขามั่นใจว่าวันนั้นในโรงงานที่เขากับพราวขวัญเข้าไป ไม่มีใครจำเขาได้อย่างแน่นอน ด้วยแว่นตาสีดำอันใหญ่ และหมวกใบนั้น

แล้วนี่มันเรื่องอะไรกันแน่ เขาถึงได้ถูกติดตามมาตั้งแต่เมื่อวานจนสูญเสียรถยนต์ไปคันหนึ่ง

ตำรวจ

เขาควรขอความช่วยเหลือจากตำรวจ

มือไวเท่าความคิด เขาหยิบโทรศัพท์มือถือ ขึ้นมา กดหมายเลขที่บันทึกไว้ เสียงกริ่งดังไม่กี่ครั้งก็รับสาย

“เฮ้ยว่าไง ไอ้หมอ” เสียงผู้หมวดโก้หรือไอ้โก้เพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก แยกไปเข้านายร้อยตำรวจดังมาตามสาย เพื่อนของเขาเคยมาปรึกษาเรื่องทางนิติเวชสองสามครั้ง

“มีเรื่องขอให้ช่วยหน่อยว่ะ” อารยะกรอกเสียงเข้าไป

“เดี๋ยวก่อน มึงแสดงความยินดีกับกูด้วย ตอนนี้กูขยับแล้วว่ะ เป็นผู้กองแล้วนะโว้ย” เสียงเพื่อนของเขาดังมาตามสายด้วยเสียงยินดีอย่างมาก

“ดีใจด้วยว่ะ แล้วย้ายไปอยู่ไหน” เขาถาม

“นายให้มาอยู่กองปราบ อีกวันสองวันมีงานใหญ่ด้วย มึงมีเรื่องอะไรว่ามาเลย”

อารยะชะงัก เขาจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้กองโก้ ฟังดีหรือไม่ เรื่องการทดลองลึกลับในแรงงานต่างด้าว เป็นเหตุให้เสียชีวิตไปสองราย และยังมีอีกสามรายที่เจ็บป่วย ยังไม่ได้สรุปว่าเกิดจากอะไร เรื่องทั้งหมดยังไม่มีหลักฐานใด ๆ สนับสนุนทั้งสิ้น ว่ามีการทดลองจริง อีกทั้งการที่ชายกลางคนคนนั้น เข้าไปในห้องฉุกเฉินก็อาจเป็นเรื่องบังเอิญ รวมทั้งการจ่ายเงินของชายกลางคนคนนั้น ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจ่ายให้แรงงานต่างด้าวทั้งสามคนนั้นหรือไม่
แต่เรื่องการถูกติดตามด้วยรถปิคอัพ และรถจักรยานยนต์ จนเขาต้องหลบหนีเข้าไปในโรงแรมม่านรูดนั้นเป็นความจริง การพยายามฆ่า โดยการระเบิดรถยนต์ของเขาก็เป็นความจริงเช่นเดียวกัน อารยะตัดสินใจเล่าให้เพื่อนฟัง เรื่องการถูกติดตาม และเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น เขาเล่าให้เพื่อนฟังด้วยว่า เขาถ่ายรูปท้ายรถกะบะขณะแล่นผ่านจุดระเบิดไว้ได้ รวมทั้งภาพรถมอเตอร์ไซด์ที่ร่วมปฏิบัติการ

“เรื่องมันท่าจะยุ่งไม่น้อยเลยว่ะ” เสียงเพื่อนของเขาดังมาตามสาย

“เอายังงี้ก่อนดีกว่า มึงเงียบ ๆ ไว้ อย่าเพิ่งแสดงตัวว่ารู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดนั้น เดี๋ยวกูจะหาสืบดูก่อนว่าควรทำยังไง ถ้าไงเดี๋ยวจะให้ลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนว่ารถของมึงหายไปเมื่อวานนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมึงจะได้ไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง”

“ขอบคุณมากเพื่อน” อารยะรู้สึกซาบซึ้ง

“มึงส่งอีเมล์แนบไฟล์รูปรถที่มึงถ่ายได้มาให้กูด้วย กูจะให้คนไปดูว่าเป็นใครกัน แล้วสรุปเหตุการณ์พิมพ์ใส่เวิรด์ส่งมาด้วย เดี๋ยวกูจะไปจัดการปรับแต่งให้ แล้วจะส่งเอกสารเป็นบันทึกประจำวันว่ารถมึงหายไปก่อน ให้มึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน จะได้ไม่มีเรื่องยุ่งยากทีหลัง”

“ได้เลย” อารยะเหลือบมองนาฬิกา เหลืออีก 7 นาทีก่อนจะถึงเวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง เขาพอมีเวลาเปิดโปรแกรมเวบเมล์ที่ใช้อยู่แล้วส่งเมล์ให้เพื่อน มีที่อยู่เมล์ของผู้กองโก้อยู่แล้ว เพราะเขาเคยส่งข้อมูลเกี่ยวกับนิติเวชให้กับเพื่อนของเขา เขารีบพูดต่อ

“จะส่งไปให้เดี๋ยวนี้”

“เออ งั้นแค่นี้ก่อนนะ กูจะออกไปข้างนอกก่อน เดี๋ยวบ่ายโมงจะมาเปิดเมล์ดู ถ้ามีปัญหาอะไรกูจะโทรบอก แค่นี้ก่อนนะ” เสียงวางสายเงียบไปอย่างรวดเร็ว

อารยะรีบเปิดเมล์ แล้วค้นคอนแทคท์ จนได้อีเมล์แอดเดรสของเพื่อนตำรวจของเขา เขาหยิบ SD Card จากโทรศัพท์มือถือ ที่บันทึกรูปถ่ายเมื่อคืนไว้ แล้วเลือกรูปเหตุการณ์ส่งเมล์ไปให้เพื่อน พร้อมกับพิมพ์เหตุการณ์สรุปเรื่องราว อย่างรวดเร็ว

โชคดีที่เขาทำรายงานบ่อย และชอบที่จะพิมพ์ด้วยตนเอง เขาจึงหัดพิมพ์สัมผัสตั้งแต่เป็นเข้าเรียนระบาดวิทยาปีแรก เอกสารเพียงหน้าหรือสองหน้าใช้เวลาไม่มากนัก เขาเริ่มต้นตั้งแต่การขับรถเข้าไปในเมือง รับพราวขวัญแล้วขับรถออกมาตรงไปที่สวนสาธารณะ เขารู้ตัวว่าถูกติดตามเป็นครั้งแรก แล้วหลังจากนั้น ก็สลัดหลุดจากผู้ติดตามมาได้ หลังอาหารเย็น เขารู้ตัวอีกครั้งว่าถูกติดตาม เขาพยายามหาทางหลบเลี่ยงอีกครั้ง

เสียงโทรศัพท์ในห้องทำงานดังขึ้นขัดจังหวะ อารยะเหลือบดูนาฬิกา สิบเอ็ดนาฬิกาครึ่งพอดี เขาถอนใจยาวก่อนรับสายโทรศัพท์

“อารยะครับ”

“คุณหมอคะ คุณกุลสตรีมารอหน้าห้องค่ะ”

“รอสักครู่ครับ ผมจะเสร็จภายในห้านาทีนี้แล้ว” อารยะรีบบอกเธอ พร้อมกับวางสายโทรศัพท์แล้วหันกลับไปพิมพ์เหตุการณ์ต่อตั้งแต่เข้าไปในโรงแรมม่านรูด การให้พนักงานขับรถออกมาแทน และเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาแนบไฟล์รูปภาพทั้งหมดพร้อมทั้งเรื่องราวส่งไปให้เพื่อนตำรวจ ขณะรอโปรแกรมส่งเมล์ เขาเหลือบมองนาฬิกา สิบเอ็ดนาฬิกาสามสิบสี่นาทีแล้ว

เสียงเคาะประตู ดังขึ้นพร้อมกับประตูก็เปิดออก ใบหน้างดงามของสาวสวยที่ตกแต่งอย่างดีก็โผล่เข้ามา

“ยังไม่เสร็จอีกหรือคะ ยิ่งมีเวลาน้อยอยู่นะคะ” เสียงหวานใส มีกังวานเง้างอนนิด ๆ ทำให้เขาอดยิ้มไม่ได้

“เสร็จพอดีแล้วครับ” อารยะยิ้มเมื่อเห็นสัญญาณจากโปรแกรมเมล์ระบุว่า อีเมล์ของเขาส่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เขาปิดเน๊ตบุ๊คคู่ใจ พร้อมกับหยิบใส่กระเป๋า เอาขึ้นสะพายบ่าแล้วลุกขึ้นยืน

“ขอโทษด้วยครับ พอดีมีเรื่องด่วนเข้ามาแทรก”

“ไม่เป็นไรค่ะ” กุลสตรียิ้มหวานให้เขา

“เชิญค่ะไปด้วยกันนะคะ”

อารยะเดินตามสาวสวยในชุดสูทสาวทำงานสีดำรัดรูปร่างงดงามออกไปจากห้อง เธอพาเขาไปยังรถของเธอ

ถุงน่องสีเนื้อจาง ๆ ไม่อาจปกปิดขาขาว ๆ ที่พ้นกระโปรงสั้น แต่ดูสวยกระฉับกระเฉงสมกับเป็นสาวทำงานยุคใหม่ เดินนำหน้าอารยะไป

ผู้หญิงคนนี้ต้องการให้เขาช่วยอะไรกันแน่ เขานึกถึงงานที่เธอทำ เธอทำงานร่วมกับเมย์ดีเทลสาวสวยอีกคน ถ้าเขาจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็นบริษัทยาที่ทำหลายอย่าง แต่ผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งแน่ ๆ คือวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เขารู้ว่า วัคซีนสำหรับป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะผลิตสำเร็จในเชิงพาณิชย์

อารยะนึกไม่ออกว่า เธอต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเขากันแน่

หรือเธอไม่ได้ต้องการให้เขาช่วยอะไร แต่สนใจเขาเป็นพิเศษ แล้วหาข้ออ้างที่จะไปทานอาหารกลางวันกับเขาเพื่อเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์
อารยะอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้

“อ้าว คุณกุลสตรี ไปไหนกันหรือครับ” เสียงทุ้มคุ้นหูดังมาก่อนที่เสียงฝีเท้าก้าวยาว ๆ ตามมาไล่ ๆ กัน อารยะถอนใจยาว

“คุณหมอวีระณัฐ สวัสดีค่ะ” เสียงทักทายกังวานหวานของกุลสตรี บอกเขาว่าเธอรู้จักกับหมอวีระณัฐเช่นกัน

“มีธุระสำคัญกับคุณหมออารยะค่ะ” กุลสตรีหันมาสบตาเขา แววตายิ้มของเธอ ดูน่ารักขณะที่วีระณัฐทำหน้านิ่ว

“แหม ผมกำลังจะชวนไปทานข้าวกลางวันด้วยกันอยู่ทีเดียว” เสียงออดอ้อนของหมอวีระณัฐทำให้เขานึกหัวเราะอยู่ในใจ

“วันนี้ไม่ได้ค่ะ วันก่อนนั้นก็ไปกับคุณหมอแล้วไงคะ” กุลสตรีหันกลับไปตอบหมอวีระณัฐอย่างสุภาพ

“ไว้วันหลังพบกันใหม่นะคะ” เธอโบกมือให้หมอวีระณัฐ อารยะหันไปมองหน้าเพื่อนร่วมงานที่ไม่เอ่ยปากทักทายเขาเลยแม้แต่คำเดียว สายตาของหมอวีระณัฐที่มองมาราวกับรู้สึกหึงหวง ทำให้อารยะรู้สึกกังวลว่าวีระณัฐกำลังเข้าใจเขาและกุลสตรีผิดไป แต่เมื่อนึกถึงพฤติการณ์ของหมอวีระณัฐที่ผ่านมา เขากลับรู้สึกสะใจนิดๆ

“ไปก่อนนะ” อารยะยิ้มให้วีระณัฐ ก่อนจะหันกลับไปหากุลสตรีที่เดินนำหน้าไปก่อนแล้ว

/////////////////

“คุณหมอทานอะไรคะ” เสียงหวานใสของกุลสตรีที่นั่งตรงข้ามกับเขาถาม ขณะที่อารยะกำลังมองความงดงามของสถานที่อย่างสนใจ เขาไม่เคยคิดว่า สถานที่รับประทานอาหารกลางวันจะตกแต่งหรูหราขนาดนี้มาก่อน

“ที่นี่เสริฟอาหารรวดเร็ว รสชาติอาหารดี แล้วก็ค่อนข้างเงียบ เหมาะที่จะนั่งคุยกัน” กุลสตรีพูดต่อไปเมื่อเห็นเขายังตัดสินใจไม่ได้

“คุณกุลสตรีสั่งเผื่อผมก็แล้วกัน ผมไม่ทราบว่าอะไรอร่อยบ้าง” อารยะเงยหน้าจากเมนูที่ไม่คุ้นเคย เขาไม่ค่อยได้มีโอกาสออกมาทานอาหารข้างนอกในสถานที่หรูหราบ่อยนัก

“คุณหมอทานเนื้อได้ใช่ไหมคะ ของกุลจะทานปลาค่ะ” กุลสตรีบอกเขา

“ขอปลาด้วยดีกว่าครับ” อารยะตอบขณะหันไปมองซุ้มดอกไม้หลากสีหน้าเคาท์เตอร์เก็บเงิน

กุลสตรีสั่งอาหาร เมื่อพนักงานเดินไปแล้ว อารยะหันไปสบตาเธอ

“มีอะไรที่ต้องการให้ผมช่วยหรือครับ” เขาเปิดประเด็นอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะรีบสรุป ก่อนที่อาหารกลางวันจะมาเสริฟ แล้วจะได้หันไปซักข้อมูลที่เขาสนใจต่อไป

กุลสตรีมองสบตาเขาด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ บนใบหน้า

“คุณหมอคะ โอกาสที่ไข้หวัด 2009 จะระบาดในประเทศไทยเหมือนในเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ในยุโรป หรือญี่ปุ่น มีมากไหมคะ”

อารยะหยุดคิดทบทวนข้อมูลที่เขาเคยรวบรวมมาครู่หนึ่ง

“ผมคิดว่า มีโอกาสบ้าง แต่น้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ถ้าเราดูผลงานในการป้องกันโรคซาร์สที่เคยระบาดเมื่อหลายปีก่อน จะเห็นได้ว่า ระบบป้องกันโรคและเฝ้าระวังในประเทศไทยเข้มแข็งค่อนข้างมาก แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสทะลุทะลวงเข้ามาเลยนะครับ มีโอกาสเช่นกัน ผมคิดว่า ถ้ามาตรการของเราเข้มงวด โอกาสระบาดจะน้อยกว่าประเทศอื่นมาก”

“ค่ะ แล้วคุณหมอคิดว่ามาตรการของประเทศเราเป็นยังไงบ้างคะ” กุลสตรีถามเขาต่อเนื่อง เธอสบตาเขานิ่ง

“ผมพูดตรง ๆ นะครับ ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวก็ได้ ผมคิดว่า มาตรการควรเข้มงวด แต่การประชุมเตรียมการครั้งที่ผ่านมามาตรการออกจะอ่อนไปสักหน่อย” อารยะอดที่จะแสดงความคิดเห็นไม่ได้

สายตาของกุลสตรีมีประกายวูบขึ้น รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเธอ

“จริง ๆ มาตรการที่กำหนดขึ้นก็เป็นเช่นเดียวกันกับที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แม้แต่องค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำใช่ไหมคะ”

“จะพูดอย่างนั้นก็ถูกครับ” อารยะตอบตรง ๆ

“แต่ประเทศเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้มาตรการแค่นั้น เพราะมันระบาดแล้ว มันระบาดในประเทศเหล่านั้นแล้ว แต่ประเทศเรายังมีโอกาสสกัดกั้นไม่ให้มันเข้ามาได้เลย หรือเข้ามาได้น้อยที่สุดช้าที่สุด ถ้าจะให้ดีควรรอให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ผลิตสำเร็จเสียก่อนได้ยิ่งทำให้ปลอดภัยมากขึ้นนะครับ”

เสียงหัวเราะเบา ๆ หวานใสน่าฟังของเธอดังขึ้น

“คุณหมอพูดตรงกับที่กุลคิดเลยค่ะ แต่คุณหมอทราบไหมว่า ใครได้ประโยชน์บ้าง หากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ระบาดเข้ามาในประเทศไทย” คำพูดตรง ๆ ของเธอทำให้อารยะตกตะลึง

บริษัทขายยาต้านไวรัสสำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นั่นแหละน่าจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด เขานึกถึงนุชดีเทลยาสาวสวยตัวแทนบริษัทยาต้านไว้รัสคนนั้น

เดี๋ยวก่อน

วัคซีน กุลสตรีพูดถึงวัคซีน บริษัทวัคซีนก็ได้รับประโยชน์ไม่แตกต่างอะไรกับบริษัทขายยาต้านไวรัสเช่นเดียวกัน

อารยะไม่แน่ใจว่าเขาควรจะระบุว่าผู้ได้ประโยชน์น่าจะเป็นบริษัทขายยาต้านไวรัสสำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดีหรือไม่ เขาตัดสินใจเดินอ้อมแทนที่จะบุกเข้าตีตรง ๆ

“คุณกุลสตรีคิดว่าใครจะได้ผลประโยชน์หรือครับ บริษัทวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จะได้ประโยชน์ไหมครับ”

เสียงหัวเราะหวานใสน่าฟังดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มน่ารักของเธอกว้างขวางขึ้น

“คุณหมอนี่ร้ายจริง” เธอพูดอย่างอารมณ์ดี

“บริษัทวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ยังไงก็ได้รับประโยชน์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีการระบาดเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่มีการระบาดก็ตาม คุณหมอลองคิดดูสิว่า หากมีการระบาดไปทั่วโลก แล้วกระจายมายังเอเซีย ไม่ว่ามันจะเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม เราก็ต้องสั่งซื้อวัคซีนอยู่แล้ว ใช่ไหมคะ อย่าล้อเล่นสิคะ คุณหมอลองเดาอีกที”

อารยะชะงัก ไม่ว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้จะระบาดในประเทศไทยหรือไม่ เราก็จำเป็นจะต้องสั่งซื้อวัคซีนอยู่แล้ว ตรรกะของเธอมีเหตุผลรับฟังได้ สิ่งที่เธอพูดดูเหมือนน่าจะเป็นความจริง และมันก็ปกป้องบริษัทวัคซีนที่เธอทำงานอยู่ให้พ้นจากการเป็นจำเลยไปด้วยได้ เขายังคงไม่แน่ใจว่าควรจะแสดงความเห็นทั้งหมดหรือไม่ เขาไม่รู้ว่าควรไว้ใจเธอได้สักแค่ไหน

“ผมไม่คิดว่าจะมีใครมุ่งแสวงหาประโยชน์จากความเจ็บป่วยและเสียชีวิตของผู้คนนะครับ” อารยะนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะแสดงความเห็น เขาพูดช้า ๆ สายตาจับจ้องอยู่บนใบหน้าของเธอ

“คุณหมอรู้จักธุรกิจนี้น้อยเกินไป”

ดร.กุลสตรีสบตาเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแววประหลาด รอยยิ้มน้อย ๆ บนใบหน้าของเธองดงามน่าดู

“คุณหมอรู้จักเฮโรอีนไหมคะ” เธอถามต่อ

อารยะงุนงงกับคำถามของเธอ เขาไม่ทราบว่าเธอต้องการจะสื่อความหมายอะไร

“ผมทราบว่ามันเป็นยาเสพติดร้ายแรง และอยู่ในการควบคุมของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ คุณหมอทราบประวัติของยาตัวนี้ไหมคะ” กุลสตรีถามเขาต่อไป

“ไม่ทราบครับ”

“มนุษย์รู้จักฝิ่น มาตั้งแต่สมัยโบราณกว่า 3000 ปีมาแล้ว แต่ส่วนประกอบคุณสมบัติที่สำคัญของมันทางเคมีเพิ่งมีการค้นพบเมื่อคริสตศตวรรษที่ 19 นี่เอง ฤทธิ์ของมันเกิดขึ้นจากอัลคาลอยด์ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ มอร์ฟีน หรือยาระงับอาการปวดที่เราใช้กันอยู่หลังผ่าตัด และในพวกมะเร็งระยะสุดท้ายที่มีความเจ็บปวดอย่างมาก และโคเดอีนซึ่งใช้เป็นยาแก้ไอที่มีการควบคุม ซึ่งทั้งสองตัวนี้ทำให้เกิดการเสพติด จึงต้องมีการควบคุมการใช้อย่างเคร่งครัด” กุลสตรีเล่าให้เขาฟัง

อารยะทราบอยู่แล้วว่ายาทั้งสองตัวเป็นยาควบคุม การสั่งจ่ายยาต้องระบุชื่อผู้ป่วย ชื่อแพทย์ที่สั่งยา และจะต้องรายงานไปยังหน่วยงานที่ควบคุมกำกับ แต่เขาไม่ทราบว่า กุลสตรีกำลังจะบอกอะไรและต้องการจะสื่ออะไร

“ไดอะเซตติลมอร์ฟีนถูกค้นพบเมื่อปี 1870 เศษๆ ในประเทศอังกฤษ และไม่ได้มีการนำไปทำอะไรจนกระทั่งอีกเกือบสามสิบปีต่อมา เมื่อค้นพบว่า ยามอร์ฟีนและโคเดอีนที่ใช้แก้ไอนั้นเสพติด จึงมีความพยายามที่จะค้นหายาที่มีฤทธิ์ระงับปวดและระงับอาการไอที่ได้ผลดี โดยที่ไม่มีฤทธิ์เสพติด

ในปี 1895 จึงมีการนำไดอะเซตติลมอร์ฟีนนี้มาใช้โดยบริษัทยาที่พยายามจะหายาทดแทนมอร์ฟีน และพบว่า สารประกอบนี้ระงับปวดได้ดีเลิศยิ่งกว่ามอร์ฟีน และทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกดีอย่างมาก และสามารถทำให้ผู้ป่วยติดยามอร์ฟีนเลิกใช้ยามอร์ฟีนได้สำเร็จ ยานี้ได้ผลดีราวกับเป็นฮีโร่ บริษัทยาจึงตั้งชื่อยาว่า เฮโรอีน และได้นำออกจำหน่าย เพื่อใช้รักษาคนเสพติดมอร์ฟีน เป็นยาแก้ปวดและแก้อาการไอ ตั้งแต่ปี 1898 กว่าจะรู้ว่ามันก่อให้เกิดการเสพติดหนักเสียยิ่งกว่ามอร์ฟีนเสียอีก ก็ขายติดต่อกันเป็นเวลาสิบกว่าปี ก่อนจะมีกฎหมายห้ามขายในปี 1910”

กุลสตรีมองหน้าเขา รอยยิ้มน้อย ๆนั้นหายไปแล้ว

“คุณหมอเห็นไหมคะ ความปลอดภัยและชีวิตของประชาชนนั้นเป็นรอง เมื่อเทียบกับกำไรสูงสุดที่ได้รับ และจะต้องเติบโตขึ้นทุกปี ธุรกิจทุกอย่างเป็นเช่นเดียวกันหมด”

อารยะตกตะลึง กุลสตรีกำลังจะบอกอะไรเขากันแน่

“ถ้ามีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศนี้ คนไข้ทุกคนขณะนี้มีคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกให้ทานยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ประเทศญี่ปุ่นเริ่มสะสมยาต้านไวรัสรักษาไข้หวัดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งอาจมียามากที่สุดในโลกแล้วที่นั่น ดังนั้นหากประเทศไทยมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ยาที่จะต้องขายดีที่สุด คือยาต้านไวรัสที่ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ ซึ่งกำลังแข่งขันกันอยู่”

อารยะชะงัก เธอหมายความว่าบริษัทขายยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่จะได้รับประโยชน์สูงสุด แล้วมันคือบริษัทใดกันแน่

“บริษัทขายยาตัวดั่งเดิมขณะนี้ผลิตส่งประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ ไม่ทันอยู่แล้ว เปิดเป็นช่องว่างให้บริษัทที่ต้องการขายยาต้านไวรัสตัวใหม่ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย หากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไม่มีการระบาด คุณหมอคิดว่า โอกาสของยาต้านไวรัสตัวใหม่ที่จะทำตลาดได้ จะมีโอกาสแค่ไหนคะ”

อารยะตะลึงงัน บริษัทยาที่นุชสาวสวยดีเทลยาคนนั้น น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเพราะมีโอกาสได้รับประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

“ถ้าประเทศที่มีเศรษฐกิจดีกว้านซื้อยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่เป็นมาตรฐานไปด้วยราคาแพง ประเทศที่ยากจนกว่าย่อมไม่สามารถหายาได้อย่างเพียงพอ เปิดช่องว่างให้บริษัทอื่น ขายยาตัวอื่นที่มีราคาถูกกว่า อย่างไรก็ตาม หากประเทศที่พอมีกำลังจ่ายอย่างประเทศไทยมีการแพร่ระบาด ย่อมทำให้บริษัทยาทดแทนทำกำไรได้ดี เพราะถ้าประเทศยากจนมีการแพร่ระบาด ก็ไม่มีกำลังซื้อยาอยู่ดีไม่ว่าจะเป็นยาเก่าที่แย่งกันซื้อด้วยราคาแพงมากหรือยาใหม่ที่มีราคาถูกกว่ากัน แต่ก็ยังแพงมากสำหรับประเทศยากจนอยู่ดี”

กุลสตรีพูดต่อด้วยเสียงเรียบ ๆ ช้า ๆ ก่อนจะสรุปว่า

“ดังนั้นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจก้าวหน้าพอสมควร มีกำลังซื้อ แต่ไม่สามารถแข่งขันราคากับญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรปได้ เช่นประเทศไทย จึงเป็นเป้าหมายหลักของบริษัทยาที่หวังประโยชน์นี้”

อารยะใจเต้นแรง สิ่งที่เธอพูดมีเหตุผลทุกประการ

ถ้าเช่นนั้นการทดลองกับแรงงานต่างด้าวและเหตุการณ์ที่เขาพบมาทั้งหมด มีที่มาที่ไปอย่างนี้นี่เองเขาและพราวขวัญน่าจะคาดเดาได้ถูกต้อง

“แล้วถ้าประเทศไทยมีมาตรการป้องกัน และเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดจนโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่นี้ไม่สามารถกระจายเข้ามาได้บริษัทขายยาต้านไวรัสก็ไม่ได้ประโยชน์แล้วเขาจะทำยังไงครับ” อารยะมองหน้ากุลสตรีนิ่งนาน

“นั่นเป็นเหตุให้มาตรการป้องกันและเฝ้าระวังสรุปออกมาได้อย่างที่แจ้งในที่ประชุมครั้งที่ผ่านมาไงคะ” กุลสตรีหัวเราะเสียงใส
อารยะตกตะลึง หมายความว่ามีความพยายามให้มาตรการป้องกันที่เข้มงวดอย่างที่เขาเสนอนั้น ถูกปฏิเสธอย่างจงใจอย่างนั้นหรือ

“คุณหมอสังเกตเห็นผู้แทนยาที่เข้าไปล๊อบบี้วิทยากรและผู้บริหารไหมคะ” กุลสตรีจ้องตาเขา

เป็นไปได้อย่างไร บริษัทยาเหล่านี้มีอิทธิพลสูงถึงขนาดนี้เชียวหรือ

ถ้าอย่างนั้นข้อมูลที่เขาทำขึ้น ก็ต้องมีใครบางคนหยิบฉวยไป แล้วเลือกข้อมูลนำไปใช้เฉพาะที่จะนำไปสู่มาตรการที่ผ่อนปรน เพื่อให้เปิดช่องให้มีการระบาด ซึ่งเป็นไปตามแผนของบริษัทที่จ้องรอรับผลประโยชน์จากสถานการณ์นี้อยู่

“คุณหมอคะ” เสียงหวานใสของกุลสตรีเปลี่ยนเป็นเน้นย้ำหนักแน่น

“เราต้องช่วยกันป้องกันสถานการณ์ระบาด”

อารยะมองเธออย่างขอบคุณและชื่นชม เธอวิเคราะห์สถานการณ์ได้แจ่มชัด และมีเจตนาดีที่จะช่วยเขา เธอเห็นด้วยกับมาตรการเข้มงวด และไม่ต้องการให้มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามบริษัทวัคซีนของเธอก็ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ระบาดไปทั่วโลกอยู่แล้ว

“ป้องกันยังไงครับ”

“คุณหมอจะไปประชุมบ่ายวันนี้ด้วยไม่ใช่หรือคะ” กุลสตรีเริ่มยิ้ม

“คุณหมอต้องช่วยป้องกันไม่ให้มีการซื้อยามาเก็บไว้เป็นจำนวนมาก และต้องป้องกันการหาประโยชน์จากการจ่ายยาโดยไม่มีข้อบ่งชี้เพียงพอซึ่งนอกจากจะทำให้เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่พัฒนาตนเองให้ดื้อยาแล้ว ยังเท่ากับเป็นการสนับสนุนบริษัทที่พร้อมจะแสวงหาประโยชน์จากสถานการณ์ครั้งนี้ และถ้าพวกเราไม่ช่วยกันสกัดกั้น ปล่อยให้มีมาตรการจ่ายยากันอย่างเต็มที่ ก็จะเข้าทางของบริษัทขายยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ตัวใหม่นี้ ประเทศเราจะเสียเงินมหาศาลในการกักตุนยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะสร้างกำไรมหาศาลให้กับบริษัท แล้วมันจะไม่หยุดเพียงแค่นั้น”
กุลสตรียิ้มให้เขาอีกครั้ง สายตาเธอเป็นประกาย

“มีอะไรอีกหรือครับ” อารยะสงสัย

“ถ้าปล่อยให้มีการใช้ยาต้านไวรัสอย่างเต็มที่ในกลุ่มผู้ป่วย ก็จะยิ่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดการระบาดมายิ่งขึ้น เพื่อที่จะใช้ยาต้านไวรัสในปริมาณมากยิ่งขึ้น ใช่ไหมคะ”

อารยะตะลึงงัน เมื่อคิดถึงการทดลองที่เกิดขึ้น อย่างนี้นี่เอง บริษัทถึงได้เตรียมการทดลองเพื่อให้เกิดการระบาด โดยทำการทดลองในแรงงานต่างด้าวก่อน หากมีการกำหนดแนวทางการใช้ยาอย่างกว้างขวาง ย่อมเป็นช่องทางให้เกิดการนำผลการทดลองในวันนี้มาใช้อย่างเต็มที่ สร้างการระบาดให้กระจายไปทั่ว เพื่อที่จะได้ขายยาต้านไวรัส ทำกำไรให้เต็มที่ เขานั่งนิ่ง กุลสตรีวิเคราะห์เรื่องราวได้สมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก เธอจะรู้ถึงการทดลองที่ชายกลางคนนั้นทำหรือไม่ ในเมื่อเธอก็รู้จักทั้งชายกลางคนคนนั้น และนุชดีเทลจากบริษัทขายยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่

“พวกเขาจะทำให้ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เกิดการระบาดได้ยังไงล่ะครับ ในเมื่อระบบเฝ้าระวังป้องกันโรคของประเทศไทยเข้มแข็งออกอย่างนี้”
อารยะตัดสินใจถามพร้อมกับมองหน้ากุลสตรีเขม็ง

เสียงหัวเราะหวานใสน่ารักดังขึ้นอีกครั้ง

“คุณหมอไม่ทราบหรอกว่าพวกเขามีอิทธิพลเพียงไร และจ่ายเงินเพื่อสร้างอิทธิพลมากมายเพียงไร”

“ยังไงหรือครับ” อารยะถามด้วยความงุนงง

“พวกเขามีอิทธิพลเหนือหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยผ่านการติดสินบน และองค์กรเอกชนหลายหน่วยที่ต้องรับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ” กุลสตรีอธิบายราวกับเขาเป็นเด็กน้อยไม่รู้ความ

“องค์กรเอกชน” อารยะใจหายวูบ เขาอดนึกถึงพราวขวัญไม่ได้

“ใช่ค่ะ คุณหมอคิดว่าองค์กรเหล่านี้รับเงินมาจากไหน และมีวัตถุประสงค์อะไรคะ” กุลสตรีพูดต่อยิ้ม ๆ

“ผมไม่ทราบครับ” อารยะตอบอย่างมึนงง วูบหนึ่ง เขารู้สึกสังหรณ์ใจบอกไม่ถูก

“พวกนี้มีวัตถุประสงค์ทำเพื่อเงินทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต้องเดินตามผลประโยชน์ขององค์กรหรือบริษัทผู้บริจาครายใหญ่กำหนดไว้”

อารยะตะลึงงันอีกครั้ง

“บริษัทนี้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว รู้ไหมคะว่าเขาบริจาคเงินและยาจำนวนมากให้องค์กรเอกชนระดับใหญ่ ๆ หลายองค์กรที่ทำงานกับพวกที่เอาไปอ้างหาเงินได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง และพวกคนต่างด้าวที่หนีเข้ามาทำงาน ซึ่งพวกนี้ก็ต้องทำตามนโยบายของบริษัทช่วยปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท”

อารยะกลืนน้ำลายฝืด ๆ

“มีองค์กรอะไรบ้างหรือครับที่รับเงินจากบริษัทนี้”

“มีเยอะค่ะ เช่นพวกเวิร์ลโปรเทค, พีซแคร์, โกลบอลแอนตี้เอดส์ ก็ใช่ พวกนี้จะเป็นมือไม้ให้เมื่อต้องการให้เกิดการระบาด เพราะหวังเงินสนับสนุนต่อเนื่องจากบริษัทยาทั้งนั้นแหละค่ะ”

อารยะใจเต้นแรง เวิร์ลโปรเทค เขานึกถึงวันแรกที่พบกับพราวขวัญที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเธอพาแรงงานต่างด้าวเจ็บป่วยสามคนไปส่ง เขาพบเธออีกครั้งเธอพาคนไข้แรงงานต่างด้าวอีกสามคนไปโรงพยาบาล ทำไมเธอถึงเป็นคนพบแรงงานต่างด้าวทั้งสามคนเจ็บป่วยทั้งสองครั้ง

เป็นไปได้หรือที่ทุกครั้งที่มีการทดลองและมีผู้เจ็บป่วย พราวขวัญจะบังเอิญเป็นคนพาคนไข้ไปส่งโรงพยาบาลเสมอ น่าจะเป็นไปได้ในครั้งแรก แต่ครั้งที่สองโอกาสน่าจะน้อยลงมาก

ถ้าไม่ใช่บังเอิญเช่นนั้น มันก็สามารถอธิบายได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

พราวขวัญรับรู้และเข้าร่วมในโครงการทดลองการกระจายเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กับแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ทั้งหมดนั่นเอง
อารยะนิ่งงันด้วยความรู้สึกเจ็บปวดใจ เธอหลอกลวงเขามาตลอดเช่นนั้นหรือ

และที่เธอเข้าไปในโรงงานแห่งนั้น อันที่จริงเธอเข้าไปเพราะรู้จักคนกลุ่มนั้นแล้วจึงไม่มีโอกาสเกิดอันตรายใด ๆ เขาต่างหากที่เข้าใจผิดว่าเธอจะได้รับอันตรายจนต้องเข้าไปหาทางช่วยเธอออกมา

เมื่อคืนนี้เองเขานึกขึ้นได้ว่าเธอเป็นคนบอกไม่ให้เขาขับรถออกจากโรงแรมม่านรูดแห่งนั้น เป็นเหตุให้มีคนสองคนเสียชีวิตแทนเขาและเธอ

เพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าพวกนั้นรอที่จะระเบิดรถของเขาอยู่นั่นเอง

เขาหลงคิดว่าเธอเป็นคนดี ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยจิตเมตตา เขาหลงไว้วางใจและเป็นห่วงเธอ แต่แท้จริงแล้ว…

เขาเพิ่งเข้าใจจริงๆ ว่า หมอกนิษฐ์รู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นภรรยาของตนเองขึ้นรถไปกับชายอื่นกลางดึก เมื่อได้สัมผัสกับความรู้สึกด้วยตนเอง
ความเจ็บปวดที่ถูกทรยศมันเป็นเช่นนี้เอง

---------------------
จบตอนที่ 22

แก้ไขโดย khun_j เมื่อ 20-12-2009 19:12
 
ส่งข้อความส่วนตัว
chakansi
#2 พิมพ์ข้อความ
โพสเมื่อ 23-12-2009 20:29
Moderator


ข้อความ: 269
เข้าร่วม: 01.04.09

อ่านนิยายเรื่องนี้แล้วนึกถึงเรื่องยาเสพติดสมัยเรียนตอนเด็กๆค่ะ ได้ความรู้ดีนะคะ ^^
 
ส่งข้อความส่วนตัว
kunlakha
#3 พิมพ์ข้อความ
โพสเมื่อ 26-12-2009 23:50
แฟนคลับ


ข้อความ: 134
เข้าร่วม: 30.07.08

เหมือนกันเลยค่ะคุณ cha ... คิดไปถึงตอนยังเรียนหนังสืออยู่
กำลังสนุกเลยนะคะ ... ขอบคุณค่ะคุณ J ได้ความรู้ด้วยดีจัง ...
 
ส่งข้อความส่วนตัว
khun_j
#4 พิมพ์ข้อความ
โพสเมื่อ 27-12-2009 21:37
Moderator


ข้อความ: 135
เข้าร่วม: 10.11.08

หวัดมรณะ ตอนที่ 23 โพสแล้วจ้า
 
ส่งข้อความส่วนตัว
ไปยังฟอรั่ม:
แสดงผลในเวลา: 0.21 วินาที
967,484 ผู้เยี่ยมชม